ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > เวปบอร์ดทั่วไป > อันดามันภาค 1

อันดามันภาค 1
avatar
เฒ่าหลิว


ทริฟตกปลาที่อันดามันกับเรือไต๋ลือ เมื่อวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2546 ผมจะทยอยลงภาพให้ชมครับ โดยจะไม่เน้นที่รูปตัวปลามากน้อย(ทริฟนี้ได้ปลารวมประมาณ 300 กก.)แต่จะเน้นอธิบายถึงวิธีการตกในเชิงเทคนิคมากกว่าครับ โดยจะไล่ตั้งแต่การใช้เหยื่อปลอมที่ใช้ในทริฟนี้,การตกปลาแบบหน้าดิน,การตกปลาแบบสายลอย และสุดท้ายเป็นการตีป๊อปเปอร์
สำหรับรายละเอียดของภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบ VCD บก.เอี่ยม แห่ง Water Wold ทำมาขายตอนนี้วางตลาดแล้วครับ

 

 

เหยื่อปลอมที่ใช้ผลดีกับทริฟนี้ ประกอบด้วย - Jet แบบครอบครัว ใช้ลากปลาโอแถบ (Bonito)
- Jet แบบ Pencil ขนาด 4"-6" ใช้ลากปลาโอ หรือ วาฮู
- Jet+Bird ของ Willaimson lure jet ขนาด 14" ใช้ Bird (5 ตัว)เป็นตัวล่อ
ใช้ได้ผลกับปลากระโทง,วาฮู,ทูน่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ครีบเหลือง,ฟันหมา ฯลฯ
- Marlin Magic lure:Gary Eoff / Marline Parher KONA,Hawail ตัวนี้ใช้กับระโทงอย่างเดียว

รายละเอียดของ Jet แบบครอบครัว ประกอบด้วย Skirt 3" หลากสี แล้วแต่ชอบผูกกับตัวเบ็ดขนาด 3/O ก้านยาว ต่อพ่วงกันแบบซาบิกิ
จำนวน 4-6 ตัวต่อสายใช้สายเมนขนาด 40-60 ปอนด์ สายผูกเบ็ดขนาด 30 ปอนด์ ระยะห่างระหว่างตัวเหยื่อถึงสายเมนประมาณ 12" ระยะห่าง
ระหว่างเหยื่อแต่ละตัวประมาณ 2 เมตร เหยื่อประเภทนี้ใช้ลากห่างจากท้ายเรือหน้าคลื่นลูกที่ 5 หรือประมาณ 30 เมตร

รายละเอียดของ Jet แบบ Pencil ประกอบด้วยหัว Jet ปลายแหลมคล้ายดินสอ ประกอบกับ Skirt ขนาด 4-6 นิ้ว ใช้Skirt 2 ชั้น
(2 สี)ผูกกับตัวเบ็ดขนาด 5/O(ก้านยาว) ตัวเดียว ใช้สายหน้าเป็นลวดสลิงขนาด 50-100 ปอนด์ เหยื่อประเภทนี้ใช้ได้ผลดีกับปลาแทบทุก
ประเภททั้งวาฮู ทูน่า อินทรี กะมง และ กระโทง (ทริฟนี้กระโทงเทง ฉวยไปครั้งหนึ่งหลังจากเย่ออยู่ประมาณ 15 นาทีสายเอ็นก็ขาด) นักตกปลาที่
จะไปตกปลาแถบทะเลอันดามัน ต้องติดเหยื่อประเภทนี้ไปด้วยทุกครั้ง ...ไม่มีพลาด

Willaimson Lure Jet ประกอบด้วยหัว Jet เรซิ่นแบบปากเว้า (ดำน้ำ-ส่าย ซ้ายขวา -กระโดดสู่ผิวน้ำ) ติด Skirt ขนาด 12-14 นิ้ว
สองชั้นต่างสี ใช้ตัวเบ็ด 2 ตัวขนาด 10/O+12/O หรือ 12/O+15/O แบบก้านสั้นหรือ Tuna Hook ให้ส่วนโค้งของเบ็ดตัวหลังอยู่ที่ปลาย
Skirt พอดี เหยื่อประเภทนี้ใช้ได้ดีกับ วาฮู ทูน่า กระโทง กะมง สาก และอินทรีใช้สายหน้าเป็นแบบสลิง ความยาว 2-3 เมตรขนาด 100-200 ปอนด์
บางครั้งเราอาจจะใช้ตัวล่อแบบ Bird (ปลานกกระจอกบิน ต่อพ่วงกัน 5-6 ตัว)ใช้นำหน้าตัวJet อีกครั้งหนึ่ง จะให้ผลดีเกินคาด โดยส่วนใหญ่
จะลากท้ายเรือเป็นตัวกลางห่างจากท้ายเรือประมาณ 60-100 เมตร

Marlin Magic Lure : Gary Eoff / Marlin parher KONA,Hawail เป็น Jet ที่ใช้ลากกระโทงโดยเฉพาะ หัวเจ็ตเป็นเรซิ่นแบบ
ปากตัดจู๋ (ดำน้ำ-ส่ายไม่มาก-ขึ้นสู่ผิวน้ำ) ติด Skirt ขนาด 10-12 นิ้ว สองชั้นต่างสี ใช้ตัวเบ็ดก้านยาว 2 ตัวขนาด 8/O+10/O ให้ส่วนโค้งของเบ็ด
ตัวหลังอยู่ที่ปลาย Skirt พอดี ใช้สายผูกเป็นสายเอ็นธรรมดาขนาด 250 ปอนด์ยาว 5 เมตร (โปรจาก Melton Tackle International ให้
ความเห็นว่าถ้าต้องการลาก กระโทง ให้ใช้สายหน้าเป็นสายเอ็นหรือสายฟูโรคาร์บอนด์ ได้ผลดีกว่าสายสลิง เพราะสลิงจะเกิดแสงสะท้อน เหยื่อชุด
นี้ผมสั่งตรงจาก http://www.meltontackle.com/ ให้ประกอบสำเร็จ) วิธีลากให้ลากห่างจากท้ายเรือไม่ต่ำกว่า 100 เมตร

นี่ก็เป็นเหยื่อลากอีกตัวหนึ่งที่ทำงานได้ผลทุกครั้งกับทะเลฝั่งอันดามัน มันถูกโฉลกกับ วาฮูเป็นอย่างยิ่ง ตัวนี้ผมได้ตัวมาทั้งหมด 7 ตัวแล้ว
ครับ ตอนนี้มันหมดหน้าที่ ทริฟนี้ผมลองลากดูปรากฏว่าตัวมันส่ายกินขวาไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งนี้เพราะทั้งตัวมันเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
ไปทั้งตัว(ตายในหน้าที่) เหยื่อตัวนี้เรียกว่า Australian Runner ขนาด 10 นิ้ว แม้ว่าดูจะตัวใหญ่แต่เวลาลากไม่ค่อนกินกำลังดังนั้นจึงใช้ได้
กับสายขนาด 30-50 ปอนด์



ผู้ตั้งกระทู้ เฒ่าหลิว :: วันที่ลงประกาศ 0000-00-00 00:00:00 IP :


1

ความเห็นที่ 1 (1127)
avatar
Admin


เหยื่อป๊อปเปอร์ Made in Thailand ฝีมือป๋าชรัฏ (C/C) มีตั้งแต่ขนาด 60-150 กรัม หลากหลายรูปแบบ ทริฟนี้เขาทำงานได้ผลอาจจะส่งผลให้เกิดความต้องการมากขึ้นทั้งนี้เพราะเหยื่อจากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Tozuri Surface Cruiser นั้นมีราคาสูงลิ่ว โดยส่วนตัวผมชอบทรงโบว์ลิ่งตัวนี้มาก เพราะเวลาตีเหยื่อออกไปตูดจะห้อยจมน้ำครึ่งตัว เวลากรอเอ็นก็ใช้วิธี Jerk (ลากแล้วกระตุก)ไม่ต้องใช้ความเร็วมากและไม่หนักเหมือนเหยื่อแบบปากเว้าทั่วไป เหยื่อตัวนี้ทำให้ผมได้กะมงพร้าวแล้ว 1 ตัว

ภาพนี้เป็นภาพของผู้ร่วมทริฟที่ได้ถ่ายตอนขึ้นจากเรือแถวบนจากซ้าย : คุณธีรวัฒน์(บุญประเสริฐ อิเลคทริค) Mr.เจิ้น,คุณไพโรจน์,ไต๋ลือ,คุณนที (ร้าน น้องฟิชชิ่ง จ.เลย) ส่วนแถวนั่ง บก.เอี่ยม วอเตอร์เวิลด์ และคุณวัฒน์ ขาดแต่ผม และคุณตุ๊กลูกชายคุณธีรวัฒน์ค่าเรื่อไต๋ลือ 3 วัน 2 คืน = 8500x3=26,500 บาทไม่รวมค่าอาหาร และน้ำแข็ง ถ้ารวมทุกอย่างทั้งอาหาร น้ำดื่ม น้ำอัดลม ชา กาแฟ น้ำแข็งดื่ม น้ำแข็งดองปลา ค่าเหยื่อตาย คิดวันละ 10500 บาท=3x10500=31,500 บาท การออกเรือไปตกปลาต้องอย่างน้อย 3 วัน 2 คืน ครับ ไปตีป๊อปเปอร์ ไต๋ลือสั่งไม่ให้บอกครับต่อจากนี้จะเป็นภาพประกอบการตกปลาแต่ละประเภทครับ

การลากเหยื่อปลอม เราสามารถลากได้มากถึง7 สายโดยไม่ทำให้สายพันกัน โดยต้องอาศัยความชำนาญรู้จักวางตำแหน่งของเหยื่อ (ลอย,ดำตื้น,ดำลึก) การกำหนดความยาวของสายที่ปล่อยเหยื่อ ,การใช้คันถ่างช่วยลาก (Out Rigger) และท้ายที่สุดการกำหนดให้เรือวิ่ง จะให้วนไปทางไหน เช่นให้วนขวา หรือซ้าย(ถ้าเรือวนขวา เหยื่อลากตัวซ้ายจะอยู่ใกล้สุด ห้ามใช้เหยื่อดำลึกเพราะจะทำให้สายไปพันเส้นอื่น เป็นต้น)โดยปกติแล้วเหยื่อลากหลักจะมี 5 สาย โดยที่ท้ายเรือจะลาก 3 สาย และสองข้างเรือใช้ Out Rigger 2 สาย รวมเป็น 5 สายหลัก ส่วนที่เพิ่มมา2 สายนั้นเหมาะกับลาก Jet แบบครอบครัว ด้านข้างเรือการลากเหยื่อด้านท้ายเรือ 3 สาย โดยส่วนใหญ่สองข้างซ้ายขวาจะใช้เหยื่อดำลึก เช่น Rapala CD-18 เป็นต้น ปล่อยสายให้ยาวกว่าเส้นอื่นๆทั้งหมดแต่ให้ระยะทั้งสองตัวไม่เท่ากันส่วนใหญ่จะปล่อยสายยาว 120-150 เมตร ส่วนท้ายเรือตัวกลางนิยมใช้ Jet อาจจะเป็นแบบ Williamson lure jet ติดตัวล่อ (Bir)ปลานกกระจอกบินก็ได้ สายนี้ไม่จำเป็นต้องยาว ประมาณ 60-100 ก็พอส่วนสองข้าง Out Rigger อีกสองสายให้ดูว่าเรือจะวนไปทางไหนซึ่งต้องปรึกษาไต๋เรือ(โดยส่วนมากเรือจะลากวนขวา)ดังนั้นด้านข้างขวาจะใช้เหยื่อปลั๊กดำน้ำ ส่วนด้านซ้ายจะใช้เหยื่อลอย (Jet ติดSkirt)ให้ความยาวของสายสั้นกว่าตัวท้ายสองข้างครับ

สายในรอกที่ใช้ลากเหยื่อนั้นอาจจะเป็นสายเอ็น หรือสายเชือกถักก็ได้(เชือกถักดีกว่า ที่หน้าตัดเล็ก แรงดึงสูง อัตราการยืดตัวต่ำ) และสายในรอกต้องให้มีความยาวอย่างน้อย 400 เมตร และต้องให้เหมาะสมกับเหยื่อด้วยเช่นถ้าลากด้วย CD-14 สายเอ็นต้องขนาด 30 ปอนด์ CD-18=50 ปอนด์ เป็นต้น
ส่วนรอกที่ใช้ลากเหยื่อปลอมนั้นควรจะเป็นแบบคานโยก เพราะสะดวกในการเซ็ทฮุคโดยไม่ต้องถอนคันออกจากกระบอกปักคัน(ถ้าปลาใหญ่ฉวยเหยื่อ ไม่มีทางถอนคันออกจากกระบอกปักคันได้) การเซทฮุคเวลาปลาฉวยเหยื่อทำได้โดยผลักคานโยกให้สุด (Full)แล้วดึงกลับมาที่ตำแหน่ง strike เท่านี้ก็เสร็จครับ แต่ถ้าเป็นรอกแบบสตาร์เดรกจะต้องถอนคันออกมาแล้ววัดแบบธรรมดา (การวัดหรือเซทฮุค เป็นการย้ำให้คมเบ็ดติดที่ตัวปลา)
ทั้งนี้ไต๋เรือที่ชำนาญจะมีส่วนในการลากเหยื่อ ตั้งแต่การควบคุมความเร็วของเรือ ไม่ให้เร็ว ช้า ตามลักษณะของเหยื่อลาก ซึ่งส่วนใหญ่เวลาลากเหยื่อเรือจะวิ่งราว 4-6 ไมล์/ชม. พอเวลาปลาฉวยเหยื่อเสียงรอกดังขึ้น ไต๋เรือจะต้องเร่งเครื่องเรือให้เรือวิ่งเร็วขึ้นกว่าเดิมและเบาเครื่องหรือหยุดเรือต่อเมื่อมีคนมาวัดเบ็ดและถอนคันมาสู้ปลาแล้วเท่านั้น
ซึ่งเทคนิคที่เล่ามาข้างต้นถือเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆเท่าที่นึกออกครับ

คราวนี้มาถึงตอนตกปลาอินทรี ในทริฟนี้พวกเราใช้เวลาวันสุดท้าย (6 พย.46)ตั้งแต่เวลา 9.30-11.30 เป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง เราได้ปลาอินทรีทั้งหมด 6 ตัวแต่ละตัวมีขนาดตั้งแต่ 12-18 กก.นับเป็นอินทรีไซท์ใหญ่ทีเดียว (ปีที่แล้วผมไปตกอินทรีที่ระนองกับไต๋โท บริเวณเกาะค่างก็ได้ไซท์ขนาดนี้มาร่วม 20 ตัว)
การตกปลาอินทรีฝั่งอันดามันโดยพื้นฐานจะเหมือนกับฝั่งอ่าวไทยคือการตกแบบสายลอยและตกได้ดีเฉพาะเวลากลางวัน แต่ที่อันดามัน การตกปลาอินทรีในระดับน้ำที่ลึกมากกว่า 60 เมตรนั้นสามารถตกได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งการตกแบบกลางน้ำจะได้ตัวดีกว่าการตกแบบสายลอยเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเทคนิคการตกปลาอินทรีทางฝั่งอันดามันจะเป็นดังนี้ 1.การตกแบบสายลอย ใช้วิธีผูกเบ็ดแบบตกปลาอินทรีทั่วไป ซึ่งขนาดของตัวเบ็ดสัมพันธ์กับตัวปลาเหยื่อ (เหยื่อใหญ่ เบ็ดใหญ่) ในทริฟนี้ผมใช้ตัวเบ็ด Style 484 size 4/0 ผูกสองตัวต่อกันที่ก้านเบ็ดให้ระยะห่างกันสามนิ้ว (ตอนที่ลงเรือกับไต๋โทปีที่แล้ว ผมก็เลือกใช้เบ็ดรุ่นนี้
หลายคนติงว่าใหญ่เกินไปควรจะใช้เบ็ดก้านสั้นอย่าง กามากัตสึ เบอร์ 12-14 ก็พอ วันนั้นผมใช้เบ็ดชุดของผมชุดเดียว ปลากินทั้งหมด 9 ครั้งได้ตัว 9 ตัว ไม่มีหลุดแม้แต่ตัวเดียวครับ ไต๋โทเป็นประจักษ์พยานได้) ส่วนวิธีการเกี่ยวเหยื่อนั้นก็เหมือนกับการเกี่ยวเหยื่อทั่วไป เหยื่อที่ใช้ครั้งนี้เป็นปลาเซ็กล่าตัวยาวคืบเศษ ทำการผูกโฟมที่ระยะห่างจากตัวเหยื่อประมาณ 30-40 เมตร ซึ่งดูจะยาวมาก
ถ้าเทียบกับการตกปลาอินทรีน้ำตื้นอย่างฝั่งอ่าวไทย ไต๋ลือบอกว่าการตกปลาอินทรีแบบสายลอยนั้นการวางทุ่นสำคัญมาก ต้องมีประสพการณ์หากวันไหนอากาศดีมีแดดจัด ตอนเช้าอาจจะวางตื้นหน่อย พอสายๆผิวน้ำจะร้อนปลาจะลงลึก ทุ่นก็ต้องยาวตามไปด้วย ซึงผมก็ทำตามและได้ผลแทบทุกครั้ง การตกแบบสายลอยกลางคืนก็ทำได้ครับ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องปล่อยทุ่นให้ห่างตัวเรือมากนักให้อยู่ในแนวชายไฟก็พอ

2.การตกแบบกลางน้ำ การตกแบบนี้ใช้หลักการเดียวกับแบบสายลอย เพียงแต่เปลี่ยนจากทุ่นมาเป็นตะกั่วแทน โดยผูกตะกั่วเข้ากับสายเอ็นให้มีระยะห่างจากเหยื่อ 30-40 เมตร ขนาดของตะกั่วไม่ต้องใหญ่มาก 20-40 gm.ปล่อยตะกั่วให้เกือบถึงพื้นทะเล คเนให้ทำมุมทอดสายประมาณ60 องศา (ถ้าสายเอ็นอยู่แนวดิ่ง ให้ลดขนาดเม็ดตะกั่ว) การตกแบบกลางน้ำส่วนใหญ่ปลาอินทรีที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่าแบบสายลอย แต่ก็ไม่ถือว่าเสมอไป

3.ชุดอุปกรณ์ที่เหมาะกับการตกปลาอินทรี ควรจะใช้ชุดขนาด 20 ปอนด์ (อาจจะเป็นรอก อาบูตระ***ล 7000 หรือ CT-700 เป็นต้น) คันเบ็ดต้องไม่แข็งกระด้าง ยวบๆหน่อยได้ตัวง่าย การเซ็ทเบรคประมาณ 30 เปอร์เซนต์ การตั้งเบรคแข็งโอกาสปลาหลุดมีสูงครับถ้าตัวเบ็ดไม่ฝังลงในปากปลาจริงๆ บ่อยครั้งที่ตัวเบ็ดไม่ได้อยู่ในปากแต่เกี่ยวอยู่ข้างๆลำตัว เนื้อและหนังปลาชนิดนี้ยุ่ยง่าย ดังนั้นเวลาเย่อกับมันจำเป็นจะต้องใช้วิธีโอ้โลมปฏิโลมอยู่อย่างนั้น ตั้งคันสู้เวลาปลาดึงสายออก เก็บสายอย่างเร็วตอนลดคัน ปลาอินทรีที่ตัวโตๆ และอยู่น้ำลึกตกได้ตัวง่ายครับ
ไม่วิ่งปรู๊ดปร๊าด เอาแต่มุดอย่างเดียวคล้ายๆปลาโฉมงาม ดังนั้นจึงได้ตัวไม่ยาก ส่วนการลงสายเบ็ดนั้นไม่ควรลงเกิน 3 สาย (สายลอย 2 สายกลางน้ำ 1 สาย) เวลาปลากินเหยื่อต้องช่วยกันเก็บสายที่เหลือขึ้นก่อน (หรืออาจจะดูว่ามีแนวโน้มที่สายจะพันกันหรือไม่) ทั้งนี้การตกปลาอินทรีถ้าเรือลำใหญ่ด้านหน้าเรืออาจจะลงเบ็ดตกปลาหน้าดินควบคู่กันไปได้ แต่ต้องคอยระวังอย่างให้สายเบ็ดพันกัน ซึ่งในทริฟนี้ ส่วนหน้าเรือคุณวัฒน์ และ Mr.เจิ้น ตกปลาหน้าดินได้ปลาเหลืองโพรง ( Rainbow Runner) ร่วม 10 ตัว แปลกครับเพราะโดยทั่วๆไปแล้วปลาเหลืองโพรงมักจะหากินกลางน้ำแต่ครั้งนี้ตกได้หน้าดิน


 


 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2004-09-16 14:35:00 IP :


ความเห็นที่ 2 (1128)
avatar
เฒ่าหลิว

การตกปลาหน้าดิน
ในทริฟนี้พวกเราใช้เวลาคืนแรกตกปลาหน้าดินที่น้ำไม่ลึกมากร่วมๅ 50-80 เมตร ซึ่งน้ำในระดับนี้อาจจะยังไม่จำเป็นต้องใช้รอกไฟฟ้า ยกเว้นตอนที่กระแสน้ำไหลแรง ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มน้ำหนักตะกั่วเมื่อนั้นจึงจะใช้เทคนิคการตกปลาหน้าดินที่น้ำลึกระดับนี้การเตรียมชุดสายหน้าด้วยวิธีธรรมดา อย่างใส่ตะกั่วร้อยสายต่อด้วยลูกหมุน แล้วผูกสายหน้า(สายชิ่ง)ยาว 1-2 เมตรแล้วผูกตัวเบ็ดนั้นใช้ไม่ได้ผลดีนัก เนื่องจากสายหน้ามีโอกาสย้อนกลับมาพันสายหลัก(สายที่ใส่ในรอก)ระหว่างที่ปล่อยสายค่อนข้างสูงครั้นจะปล่อยแบบช้าๆตะกั่วก็จะลอยออกห่างจากตำแหน่งที่ต้องการตกปลาเนื่องจากกระแสน้ำ สรุปแล้ววิธีการตกปลาหน้าดินวิธีนี้ซึ่งที่จริงใช้ได้ดีกับการตกปลาตามซากเรือจมฝั่งอ่าวไทย ไม่อาจนำมาใช้กับที่นี่ได้ ส่วนการปล่อยสายหน้าออกไป 5-10 เมตรแล้วใช้หนังยางผูกตะกั่วเข้า
กับสายหลักแบบที่ตกกันแถวแสมสาร บางสเหร่ หรือสัต***บนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกเช่นกันเนื่องจากสายหน้ามีโอกาสพันสายหลักยิ่งมีสูงเข้าไปอีกวิธีที่นิยมผูกสายหน้าตามแบบการตกปลาทางฝั่งอันดามันในระดับน้ำลึก นั้นมีวิธีการผูกอยู่หลายวิธีดังนี้1.ผูกแบบใช้ลูกหมุนสามทาง ลูกหมุนสามทางคือลูกหมุนที่มีห่วงอยู่ด้วยกันสามห่วง ห่วงแรกใช้ผูกต่อกับสายหลัก ห่วงที่สองใช้ผูกสายหน้าซึ่งความยาวของสายหน้านั้นควรมีความยาวไม่ต่ำกว่า 3 เมตรขนาดสาย 30-80 ปอนด์ผูกด้วยตัวเบ็ด 2/o-5/o แล้วแต่ขนาดของเหยื่อส่วนห่วงที่สามนั้นมีไว้ผูกตะกั่วซึ่งต้องใช้สายเอ็นผูกกับลูกหมุน แล้วร้อยสายเข้าไปในรูตะกั่วจากนั้นที่ปลายสายอาจจะผูกลูกปัดไว้(การผูกตะกั่วทำได้หลายวิธี) ความยาวของสายเอ็นที่ร้อยตะกั่วนั้นอยู่ระหว่าง 50-1.50 เมตร(ที่จริงยิ่งยาวยิ่งดี เพราะว่าเวลาปลากินเหยื่อแล้วลากออกไป
จะมีช่วงฟรีระยะหนึ่งก่อนถึงตะกั่ว จากนั้นปลาจะลากเอาตะกั่วไปด้วย ถ้าสายตะกั่วสั้นระยะฟรีก็สั้นตาม ถ้าปลายังไม่กลืนเหยื่ออาจจะสดุดแล้วคายเหยื่อทิ้งเป็นไปได้สูง)

2.ผูกแบบชุดซาบีกิ หรือชุดเบ็ดโสก หรือชักโง้ง ที่ใช้ตกปลาเหยื่อ โดยการผูกตะกั่วไว้ด้านล่างสุดเพื่อหลีกเลี่ยงการพันสายหลักดังกล่าวส่วนเบ็ดนั้นอาจผูก 1-3 ตัวแล้วแต่กรณีไป วิธีนี้คล้ายๆกับวิธีแรก(ในกรณีผูกเบ็ดตัวเดียว) ข้อจำกัดอยู่ที่ไม่อาจผูกสายหน้าได้ยาวมากนัก เพราะจะทำสายพันมาก และมีข้อจำกัดอยู่ที่ระยะฟรีของตะกั่วเหมือนวิธีแรก

3.การผูกสายหน้าแบบประยุกต์ใช้แขนถ่างสาย (Boom tude)ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันในต่างประเทศ ลักษณะของแขนถ่างสายสำหรับผูกตะกั่วนั้นมีหลายแบบมาก แต่ที่นิยมมากสุดเห็นจะเป็นแขนถ่างแบบทำมุม 150 องศา ซึ่งมีชื่อเฉพาะว่า Running Sinker Houder โดยใช้หลักการใส่ตะกั่วร้อยสายเอ็นเพื่อให้หมดปัญหาเรื่องระยะฟรี (เวลาปลาลากจะไม่ลากเอาตะกั่วไปด้วย)ในขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาเรื่องสายหน้าพันคอสายหลักระหว่างการปล่อยสายได้ดีอีกด้วย
วิธีการใช้ก็ง่ายๆ ให้ร้อยสายหลักเข้าไปในหลอดที่ว่า ทางด้านสั้นให้ปลายสายไปโผล่ที่ด้านยาว จากนั้นก็ใส่ลุกปัดกันลูกหมุนกระแทกกับหลอดแล้วผูกลูกหมุน เป็นอันว่า Running Sinker Houder ก็อยู่ในสายหลักเรียบร้อยแล้วส่วนที่เป็นลูกหมุนกิ๊ฟด้านล่างเป็นที่ไว้สำหรับผูกตะกั่วส่วนสายหน้าก็ต่ออกจากลูกหมุนจะยาวเท่าไหร่ก็ได้ ข้อจำกัดจะอยู่ที่เวลาเก๊บสายจะหยุดอยู่ที่ตัวถ่างตัวนี้ ที่เหลือต้องใช้มือสาวสายขึ้นมาซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการตกปลาทะเล

ปลาหน้าดินแถบฝั่งอันดามันบริเวณหมู่เกาะสิมิลัน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกปลาในตระ***ลกะพง เช่นกะพงหน้าหมู หรือปากแหนบ ที่นั่นเรียกว่า ตะมะ กะพงแดงหรือ
อั่งเกย ที่มีทั้ง แดงเขี้ยว และแดงแซวหรือแดงหางบ่วง นอกนั้นก็ประเภทปลากะมงทั้งหลาย เช่นกะมงฟ้า กะมงพร้าว กะมงตาเพชรหรือฉักฮื้อกะมงแก้มบางหรือ***ง่อง แถมด้วยพวกโฉมงาม ตะคองจุด ปลาช่อนทะเล ซึ่งถ้าคืนไหนน้ำเดินดี ปลาฉวยเหยื่อดีมีให้ตกทั้งคืนครับครับ ต้องใช้ตะกั่วที่มีน้ำหนักมากตั้ง 500-800 กรัม ดังนั้นการเช็คเหยื่อแต่ละครั้งทำได้ค่อนข้างลำบาก(แค่เก็บตะกั่วก็ไม่ค่อยไหวแล้ว) ส่วนเหยื่อที่ใช้ตก ส่วนใหญ่ใช้เหยื่อตาย ทั้งปลาหมึกตาย ปลาแล่ เป็นต้นซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เหยื่อเป็น ซึ่งทำให้การตกปลาที่นี่ได้เปรียบกว่าฝั่งอ่าวไทยเป็นอย่างมาก (ฝั่งอ่าวไทยมักจะใช้เหยื่อเป็น เช่นปลาหมึกเป็น ซึ่งทำให้เสียเวลาไปคืนหนึ่งกับการหาหมึกเป็นเอาไว้ตกปลาหน้าดิน)นอกจากจะมีปลาหน้าดินตามข้างต้นแล้ว ยังมีปลากลางน้ำอีกหลายชนิดให้ตกเช่น ปลาเหลืองโพรง(เรนโบว์ รันเนอร์) ปลาสาก ปลาทูน่า(ส่วนใหญ่มักตกได้บริเวณไหล่ทวีปหรือชายร่อง มักจะเป็น Dogtooth Tuna) ซึ่งการตกปลาแบบกลางน้ำนั้นอาจจะใช้วิธีตะกั่วเล็ก หรือปล่อยสายลงแค่กลางน้ำ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดให้ดูที่ ซาวเดอร์ครับ ดูเชื้อปลาอยู่ตำแหน่งไหนก็ปล่อยสายลงไปแค่นั้น(รอกที่ไม่มีตัววัดสาย จะทำได้ค่อนข้างลำบาก)ยังเหลืออีกบทเดียวครับ เป็นเรื่องของการตกปลาน้ำลึกด้วยรอกไฟฟ้า ซึ่งผมจะชี้ให้เห็นถึงวิธีการตก ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ เมื่อเทียบกับการตกปลาโดยรอกทั่วไป

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เฒ่าหลิว วันที่ตอบ 2004-09-16 14:52:00 IP :


ความเห็นที่ 3 (1130)
avatar
Admin

การตกปลาหน้าดินด้วยรอกไฟฟ้า
การตกปลาด้วยรอกไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการตกปลา อันที่จริงมันเกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะนักตกปลาทะเลแถบญี่ปุ่น
ไต้หวัน และแม้กระทั่งมาเลเซียเอง ก็มีการใช้รอกไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ซึ่งทั้งสามประเทศที่กล่าวถึงนั้นนักตกปลาทะเลแทบจะทุกคน
ต่างก็มีรอกไฟฟ้าใช้กัน ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่นิยมใช้รอกTrolling สีทองอย่างแพร่หลาย ทั้งที่บ้านเราปลาที่ตกได้ด้วยการลากเหยื่อนั้นมีน้อยมาก ปีหนึ่งลากYellow Fin Tuna หนัก 40-60 กก.ขึ้นมาได้ 4-5 ตัวก็ถือเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ส่วนใหญ่บ้านเรานิยมเอารอกประเภทTrolling มาตกปลาหน้าดินซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการใช้งานแบบผิดวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวถึงมาตั้งแต่ตอนก่อนหน้านี้ว่าทะเลแถบฝั่งอันดามันบริเวณไหล่ทวีป หรือชายร่องนั้นน้ำลึกตั้งแต่ 80-150 เมตร ถ้าเลยออกไปน้ำก็จะลึกเรื่อยๆจนถึงระดับ 200-300 เมตร การตกปลาบริเวณน้ำลึกที่ระดับต่ำกว่า 100 เมตรนั้นทำได้โดยการทอดสมอเรือแล้วใช้วิธีจอดตกได้
แต่ถ้าระดับน้ำลึกมากกว่านี้เรือไม่ไม่ทิ้งสมอการตกปลาจะอาศัยการดูเชื้อปลาจากซาวด์เดอร์อย่างเดียว และทำการปล่อยเหยื่อเมื่อเรือตั้งทิศทาง
ได้อย่างเหมาะเจาะโดยการส่งสัญญาณให้ปล่อยเหยื่อซึ่งจะต้องปล่อยทีละคน ๆ ไปเรื่อยๆ เมื่อเหยื่อถึงตำแหน่งที่ต้องการถ้าปลาไม่กินก็เก็บสาย
ขึ้นมาได้เลยถ้ากิน ก็มักจะกินกันแทบทุกสายที่ลงเหยื่อ จากนั้นก็วนเรือเข้าที่เดิมใหม่ทำอย่างนี้อยู่ซ้ำๆ จนกว่าจะย้ายหมายใหม่เหตุผลที่ต้องใช้รอกไฟฟ้าช่วยตกปลาน้ำลึกนั้น ก็เพราะน้ำไหลแรงน้ำหนักของตะกั่วบางครั้งต้องใช้ขนาด 1000 กรัม(1 กก.)ขึ้นไป เพื่อนๆลอง
นึกภาพดูครับ น้ำลึก 100 เมตร น้ำหนักตะกั่ว1 กก.แค่ตรวจสอบเหยื่อก็แทบจะไม่ไหวแล้ว รอกไฟฟ้าเข้ามาช่วยตรงนี้ครับ เพียงแค่กดปุ่มให้
มันเก็บสายอัตโนมัติตามความเร็วที่ตั้งไว้ มันก็จะเก็บสายให้เองทันที นี่เป็นตัวอย่างพื้นฐานครับในทริฟนี้พวกเราใช้รอกไฟฟ้าตกกัน 4 ชุด ในจำนวนนี้มี Mr.เจิ้น ที่เป็นนักตกปลาจากไต้หวัน ดูจะมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยสังเกตุจากการที่เขาตกได้ตัวมากกว่าคนอื่นๆ Mr.เจิ้นนั้นใช้คันเบ็ดยาว 9 ฟุต 2 ท่อน มีท่อนปลายสำหรับเปลี่ยนตามแอ๊คชั่นต่างๆถึง 4 ปลาย เวลาน้ำเดินแรง
ต้องเพิ่มน้ำหนักตะกั่วเขาก็จะเอาปลายคันที่แข็งกว่ามาใส่แทน เขาบอกว่าที่ไต้หวันคันเบ็ดที่ใช้กับรอกไฟฟ้านั้นมีขายต่างหาก ทั้งของ Daiwa, Shimano และ Ryobi เขานั้นใช้คัน Ryobi เพื่อให้เข้าชุดกับรอกยี่ห้อเดียวกัน

 

เทคนิคการตกปลาของ Mr.เจิ้นนั้นแตกต่างกับพวกเราทั่วไป เริ่มตั้งแต่การเลือกตำแหน่งที่ตกปลาที่เขาเลือกฝั่งตรงข้ามกับการการไหลของกระแส
น้ำ (การจอดเรือเพื่อการตกปลาแบบหน้าดินนั้น กัปตันเรือส่วนใหญ่จะจอดในแนวขวางคลื่น ในกรณีที่ทะเลเรียบ ดังนั้นเราสามารถตกปลา
ได้ที่บริเวณกราบเรือ ส่วนการตกปลาแบบสายลอยนั้นจะจอดเรือตามคลื่น ให้กระแสน้ำผ่านทางด้านท้ายเรือเพื่อให้การลอยสายทำได้ง่ายขึ้น)
เขาบอกว่าการเลือกตำแหน่งนั้น ให้ดีที่สุดต้องอยู่ที่ตำแหน่งหัวอ่านซาวน์เดอร์ เพื่อจะได้ดูเชื้อปลาว่าอยู่ที่ความลึกระดับใด และให้อยู่ฝั่งตรงข้าม
กับทิศทางน้ำไหล พร้อมกับใส่ตะกั่วเข้ากับ Running sinker houder (แขนถ่างสาย : ไม้แขวนผ้า)ให้ตะกั่วหนักพอที่เวลาปล่อยสายถึงหน้าดิน
ตะกั่วจะอยู่ใต้ท้องเรือพอดีและตรงกับตำแหน่งจากจอซาวน์เดอร์ ผมถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมถึงต้องใช้คันยาว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคันยาวสามรถ
ยื่นออกนอกกราบเรือได้ไกล(รอกไฟฟ้าต้องใช้ที่วางคันในแนวนอน)สายในรอกจะได้ไม่ครูดกับท้องเรือเมื่อเวลาเก็บสายหรือขณะที่กำลังสู้กับปลา
Mr.เจิ้นจะสังเกตุจอซาวน์เดอร์ตลอดเวลาขณะเดียวกัน ทริฟนี้ไต๋ลือเป็นคนบอกตำแหน่งให้พวกเราได้ยินเช่น ตอนนี้มีปลาเข้ามาที่ความลึก
80 เมตรพวกเรารีบกดปุ่มเก็บสายให้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว ปลาฉวยเหยื่อทันทีครับส่วนใหญ่เสร็จ Mr.เจิ้นก่อนเพราะเขาเลือกตำแหน่งดี
กว่านั่นเอง (จะว่าไปแล้ว ตำแหน่งฟากตรงข้ามกับทางเดินของน้ำนักตกปลาบ้านเราไม่เลือก ส่วนใหญ่เราจะเลือกตำแหน่งตามน้ำกันทั้งนั้น ซึ่งจริงๆ
แล้วพวกเราตกปลาเลยหมายไปแล้วนั่นเอง) การสู้ปลาของ Mr.เจิ้นก็ไม่เหมือนพวกเรา ของเขานั้นสมมติเวลาปลากินเหยื่อเขาจะกดปุ่มวัดปลา
(ปุมที่เก็บสายด้วย Speed สูงสุด)จากนั้นเมื่อปลาติดเบ็ดแล้วเขาจะคลายเบรคให้อ่อนลง แล้วกดปุ่มเก็บสายอัตโนมัติ ปลาก็จะสู้กับความแรงมอเตอร์
และสายเบ็ดไม่มีการหย่อน เขาจะปล่อยให้รอกสู้กับปลาโดยไม่ใช้คนช่วยจนกระทั่งได้ปลาขึ้นมา เขาบอกว่าวิธีนี้ไม่สนุกและไม่ได้อรรถรส
แต่ที่ต้องทำเพราะอัดมาจนเหนื่อยแล้ว การตกด้วยรอกไฟฟ้านั้นเมื่อเวลาสู้กับปลาจะมีปุ่ม Manual (สายจะเก็บเมื่อกดปุ่มค้างไว้) กล่าวคือเวลา
อัดปลาก็เหมือนกับตกปลาทั่วไป จะเก็บสายเมื่อลดคันลง สำหรับรอกไฟฟ้านั้นแทนที่จะหมุนแขนหมุนก็เปลี่ยนมาเป็นกดปุ่ม ที่แตกต่างจากการ
ตกปลาทั่วไปก็คือด้ามคันเบ็ดที่ยึดติดกับที่วางคัน ดังนั้นเวลาสู้ปลาก็ไม่ต้องยกคันเบ็ดออกจากที่วางคัน จะจับฟอกริปแล้วโยกเข้าหาตัวเท่านั้น
ส่วนเรื่องชุดสายหน้าก็ใช้เหมือนกับที่ใช้ตกปลาหน้าดินดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่แล้ว

 

นอกจากรอกไฟฟ้าจะใช้ได้ดี(ดีมากๆ)กับการตกปลาหน้าดินแล้ว ยังสามารถใช้ประยุกต์ให้เข้ากับการตกปลาแบบ Vertical Jigging ได้เป็นอย่างดี
รอกรุ่นใหม่อย่าง Tanacom Bull 750 ของ Daiwa ได้ถูกบรรจุโปรแกรม Jigging แบบอัตโนมัติไว้ถึง 4 โปรแกรม โดยที่เมื่อเรากดปุ่มเลือก
โปรแกรมให้เข้ากับตัวเหยื่อที่ใช้ตั้งความเร็วของการเก็บแล้วเสร็จรอกก็จะทำงานให้อัตโนมัติ เราไม่ต้องโยกคันเบ็ดแต่อย่างใด การ Jigging
ด้วยรอกไฟฟ้านั้นถือว่าง่ายที่สุด และก็ไม่เหนื่อยเหมือนกับการตกโดยทั่วไป ซึ่งผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นักตกปลาที่ใช้รอกธรรมดาทั่วไปถ้า
ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงจริงๆ Jig ด้วยเหยื่อขนาด 300 กรัมจากระดับน้ำลึก 100 เมตร 4-5 ครั้งรับรองได้ครับ ต้องนั่งพักไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง
ถึงจะกลับมาเริ่มใหม่ และแน่นอนรอกไฟฟ้าทุกตัวนั้นถูกออกแบบเพื่องานนี้เป็นการเฉพาะอยู่แล้ว

 

บทความสำหรับการตกปลาอันดามันกับเรือไต๋ลือ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2546 อันทริฟแรกของฤดูการนี้สำหรับพวกผมคงต้องจบลง
แต่เพียงแค่นี้ คอยติดตามภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบ VCD ได้จากหนังสือ Water World ต่อไป  สวัสดี

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2004-09-16 15:55:00 IP :


ความเห็นที่ 4 (181313)
avatar
วรกร เพทายบรรลือ
ชอบมากครับเป็น web ที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อเผยแพ่รเทคนิกและประสพการณ์ต่างๆให้กับนักตกปลาท่านอื่นๆได้รับรู้รับฟังบ้าง...ดีครับดี...ผมชอบ
ผู้แสดงความคิดเห็น วรกร เพทายบรรลือ วันที่ตอบ 2005-08-03 00:35:55 IP :


ความเห็นที่ 5 (515810)
avatar
ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-02-24 13:44:25 IP : 203.150.104.249


ความเห็นที่ 6 (517272)
avatar
ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-02-25 19:01:11 IP : 203.150.100.222


ความเห็นที่ 7 (714984)
avatar
ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-07-19 16:49:00 IP : 203.146.127.158



1


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.